เก็งข้อสอบนักธรรมชั้นตรี - วิชาวินัย [พระเณร]

<h1>เก็งข้อสอบวิชาวินัยมุข นักธรรมชั้นตรี,เก็งข้อสอบนักธรรมชั้นตรี,แนวข้อสอบวิชาวินัยมุข</h1>



เก็งข้อสอบวิชาวินัยมุข นักธรรมชั้นตรี ติวเข้มเตรียมสอบธรรมสนามหลวง
{getButton} $text={กัณฑ์ที่๑ อุปสัมปทา} $color={#009933}
๑. ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิตเรียกว่าอะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
เรียกว่า นิสสัย ฯ มี ๔ อย่าง ฯ คือ
๑) เที่ยวบิณฑบาต
๒) นุ่มห่มผ้าบังสุกุล
๓) อยู่โคนต้นไม้
๔) ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ฯ
๒. อกรณียกิจ คือกิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
มี ๔ อย่าง ฯ คือ
๑) เสพเมถุน
๒) ลักของเขา
๓) ฆ่าสัตว์
๔) พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ฯ
๓. ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงชื่อว่า มีศีล ?
ภิกษุสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย เว้นข้อที่ทรงห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต จึงชื่อว่า มีศีล ฯ
๔. ภิกษุปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาดีแล้ว จะได้รับประโยชน์อย่างไร ?
ย่อมได้รับประโยชน์ คือ
ปฏิบัติศีล ทำให้เป็นผู้มีกาย วาจาเรียบร้อย
ปฏิบัติสมาธิ ทำให้ใจสงบมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน
ปฏิบัติปัญญา ทำให้รอบรู้ในกองสังขาร ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๑ พระวินัย} $color={#009933}
๑. พระวินัย คืออะไร ? ภิกษุรักษาพระวินัยแล้ว ย่อมได้อานิสงส์อะไร ?
พระวินัย คือ พระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร ฯ
ภิกษุรักษาวินัยดีแล้วได้อานิสงส์ ๓ ประการ คือ
๑) ไม่เกิดวิปฏิสาร คือไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง
๒) ได้รับความแช่มชื่นใจ เพราะรู้สึกว่าตนประพฤติดีงามแล้ว
๓) มีความองอาจในหมู่ภิกษุผู้มีศีล ฯ
๒. อาบัติ คืออะไร ? ว่าโดยชื่อมีอะไรบ้าง ?
อาบัติ คือโทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ฯ
มี ๑. ปาราชิก ๒. สังฆาทิเสส ๓. ถุลลัจจัย ๔.ปาจิตตีย์ ๕. ปาฎิเทสนียะ ๖. ทุกกฎ ๗. ทุพภาสิต ฯ
๓. อาการที่ภิกษุต้องอาบัติ มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
มี ๖ อย่าง ฯ คือ
๑) ต้องด้วยไม่ละอาย
๒) ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ
๓) ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง
๔) ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร
๕) ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร
๖) ต้องด้วยลืมสติ ฯ
๔. อาการที่ภิกษุต้องอาบัติ ๖ อย่างนั้น อย่างไหนเสียหายมากที่สุด ?
ต้องด้วยไม่ละอาย จัดว่าเสียหายมากที่สุด ฯ
๕. อเตกิจฉา และสเตกิจฉา ได้แก่อาบัติอะไร ? ทั้ง ๒ อย่างนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้ว จะเกิดโทษอย่างไร ?
อเตกิจฉา คือ อาบัติที่แก้ไขไม่ได้ ได้แก่ ปาราชิก ๔ ทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุ ฯ
สเตกิจฉา คือ อาบัติที่แก้ไขได้ ได้แก่ สังฆาทิเสส ๑๓ และอาบัติอีก ๕ ที่เหลือ ฯ
สังฆาทิเสสต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้ อาบัติอีก ๕ ที่เหลือพึงแสดงต่อหน้าสงฆ์หรือคณะ หรือรูปใดรูปหนึ่งจึงพ้นได้ ฯ
๖. พุทธบัญญัติและอภิสมาจาร คืออะไร ? ทั้ง ๒ รวมเรียกว่าอะไร ?
พุทธบัญญัติ คือ ข้อห้ามที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งขึ้น เพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดด้วยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง,
อภิสมาจาร คือ ขนมธรรมเนียมที่ทรงแต่งตั้งขึ้น เพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ
ทั้ง ๒ อย่างนี้รวมเรียกว่า พระวินัย ฯ
๗. อาบัติที่เป็นโลกวัชชะและที่เป็นปัณณัตติวัชชะ หมายความว่าอย่างไร ? จงยกตัวอย่างมาประกอบด้วย
อาบัติที่เป็นโลกวัชชะ หมายถึง อาบัติที่มีโทษซึ่งภิกษุทำเป็นความผิด ความเสียหาย และคนสามัญทำก็เป็นความผิดความเสียหายเหมือนกัน เช่น ทำโจรกรรม เป็นต้น
อาบัติที่เป็นปัณณัตติวัชชะ หมายถึง อาบัติที่มีโทษเฉพาะภิกษุทำ แต่คนสามัญทำไม่เป็นความผิด ความเสียหาย เช่น ขุดดิน เป็นต้น ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๓ สิกขา} $color={#009933}
๑. สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์มีเท่าไร ? สิกขาบทว่าด้วยปาราชิกมีอะไร ?
มี ๒๒๗ สิกขาบท ฯ สิกขาบทว่าด้วยปาราชิกมี ๔ อย่าง คือ
๑) เสพเมถุน
๒) ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก
๓) ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย
๔) ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตน ฯ
๒. สิกขากับสิกขาบท ต่างกันอย่างไร ? อย่างไหนมีเท่าไร ? อะไรบ้าง ?
สิกขา คือ ข้อที่ภิกษุต้องศึกษา มี ๓ ได้แก่ สีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา
สิกขาบท คือ พระบัญญัติมาตราหนึ่งๆ เป็นสิกขาบทหนึ่งๆ มี ๒๒๗ สิกขาบท ได้แก่ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฎิเทสนียะ ๔ เสขิยวัตร ๗๕ และอธิกรณสมถะ ๗ ฯ
๓. อะไรเรียกว่า สิกขาบท ? มาจากไหน ?
พระบัญญัติมาตราหนึ่งๆ เรียกว่า สิกขาบท ฯ มาในพระปาติโมกข์ ๑ มานอกพระปาติโมกข์ ๑ ฯ
๔. ปาราชิก ๔ สิกขาบท เป็นสจิตตกะหรืออจิตตกะ ? เพราะเหตุใด ?
ปาราชิกทั้ง ๔ สิกขาบท เป็นสจิตตกะ ฯ เพราะต้องด้วยจงใจ เกิดขึ้นโดยเจตนาเป็นสมุฏฐาน ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๔ ปาราชิก} $color={#009933}
๑. ปาราชิก ๔ สิกขาบท เป็นสจิตตกะหรืออจิตตกะ ? เพราะเหตุใด ?
ปาราชิกทั้ง ๔ สิกขาบท เป็นสจิตตกะ ฯ เพราะต้องด้วยจงใจ เกิดขึ้นโดยเจตนาเป็นสมุฏฐาน ฯ
๒. ภิกษุทำคนอื่นให้ถึงแก่ความตาย ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?
ถ้าไม่จงใจ ไม่เป็นอาบัติ แต่ถ้าจงใจประสงค์จะให้เขาตาย เป็นอาบัติปาราชิก ฯ
๓. ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ต้องอาบัติ ?
ฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติปาราชิก
ฆ่าอมนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ฆ่าสัตว์เดรัจฉานให้ตาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๔. ภิกษุโจทย์ภิกษุอื่นด้วยอาบัติไม่มีมูล เป็นอาบัติอะไรบ้าง ?
โจทย์ด้วยอาบัติปาราชิก เป็นอาบัติสังฆาทิเสส โจทย์ด้วยอาบัตินอกนี้ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๕. ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์ เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิก
ทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัย
ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสกลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฎ
๖. สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์เช่นไร ? ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุดในเพราะลักทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้นเมื่อใด ?
สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์หรือสิ่งของที่เคลื่อนที่ได้ เช่น สัตว์ เงิน ทอง เป็นต้น
อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์หรือสิ่งของที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น ที่ดิน ต้นไม้ เรือน เป็นต้น
สำหรับสังหาริมทรัพย์ ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุด เมื่อทรัพย์นั้นเคลื่อนจากที่เดิม
สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ภิกษุจะต้องอาบัติถึงที่สุด ในเมื่อเจ้าของทอดกรรมสิทธิ์ ฯ
๗. พูดอย่างไรเรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ?
พูดอวดคุณพิเศษอันยิ่งของมนุษย์ เช่น ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน เรียกว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๕ สังฆาทิเสส} $color={#009933}
๑. ภิกษุมีความกำหนัด จับต้องกายอนุปสัมบัน ต้องอาบัติอะไร
๑) อนุปสัมบันเป็นหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒) อนุปสัมบันเป็นบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓) อนุปสัมบันเป็นชาย ต้องอาบัติทุกกฎ ฯ
๒. คำว่า อาบัติไม่มีมูล กำหนดโดยอาการอย่างไร ? ภิกษุโจทย์ภิกษุด้วยอาบัติไม่มีมูลต้องอาบัติอะไร ?
กำหนดโดยอาการ ๓ คือ ไม่ได้เห็นเอง ๑ ไม่ได้ยินเอง ๑ ไม่ได้เกิดรังเกียจสงสัย ๑ ว่าภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อนั้น ฯ
โจทย์ด้วยอาบัติปาราชิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
โจทย์ด้วยอาบัติอื่นนอกจากอาบัติปาราชิก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๓. ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ตามสิกขาบทที่ ๕ แห่งสังฆาทิเสส หมายถึงการทำอย่างไร ?
หมายถึง การที่ภิกษุบอกความประสงค์ของชายแก่หญิง หรือบอกความประสงค์ของหญิงแก่ชาย ในความเป็นผัวเมีย ฯ
๔. ภิกษุจับต้องกายมารดาในเวลาพยาบาลไข้ด้วยจิตกตัญญู ปรับเป็นอาบัติทุกกฎผิดหรือถูก เพราะเหตุไร ?
ถูก เป็นอาบัติทุกกฎ เพราะมารดาเป็นวัตถุอนามาส ฯ
๕. คำว่า “ภิกษุประทุษร้ายตระกูล” ในสิกขาบทที่ ๑๓ แห่งสังฆาทิเสส หมายถึงการทำอย่างไร ?
หมายถึง การที่ภิกษุประจบคฤหัสถ์ ยอมตนให้เขาใช้สอย เช่น เดินส่งข่าวให้เขาเป็นต้น หรือ ด้วยการเอาเปรียบโดยเชิงให้สิ่งเล็กน้อยด้วยหวังได้มาก ฯ
๖. สังฆาทิเสสมีกี่สิกขาบท ? ภิกษุต้องอาบัตินี้จะพ้นได้ด้วยวิธีอย่างไร ?
มี ๑๓ สิกขาบท ฯ พ้นได้ด้วยวิธีอยู่กรรม ที่เรียกว่า วุฏฐานคามินี ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๖ นิสัคคิยปาจิตตีย์} $color={#009933}
๑. ผ้าไตรจีวร ที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐานไว้ใช้มีกี่อย่าง? อะไรบ้าง ?
มี ๓ อย่าง ฯ คือ
๑) สังฆาฏิ (ผ้าคลุม)
๒) อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม)
๓) อันตราสก (ผ้านุ่ง) ฯ
๒. อติเรกจีวร และผ้าจำนำพรรษา ได้แก่ผ้าเช่นไร ?
อติเรกจีวร ได้แก่ผ้ายาว ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้วขึ้นไป พอใช้ประกอบเข้าเป็นเครื่องนุ่มห่มได้ นอกจากผ้าที่อธิษฐาน
ผ้าจำนำพรรษา ได้แก่ผ้าที่ทายกถวายแก่ภิกษุผู้ปวารณาออกพรรษาแล้ว ฯ
๓. จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ ๑) อติเรกจีวร ๒) จีวรกาล ๓) อนุปสัมบัน ?
๑) อติเรกจีวร หมายถึง จีวรที่ไม่ใช่จีวรอธิษฐาน
๒) จีวรกาล หมายถึง คราวที่เป็นฤดูถวายจีวร (คืออยู่จำพรรษาแล้ว ถ้าไม่ได้กรานกฐินนับแต่วันปวารณาไป ๑ เดือน ถ้าได้กรานกฐิน เพิ่มออกไปอีก ๔ เดือนในฤดูหนาว )
๓) อนุปสัมบัน หมายถึง บุคคลที่มิใช่ภิกษุ ฯ
๔. เภสัช ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ? ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้กี่วัน ?
ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯ เก็บไว้ได้ ๗ วัน ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๗ ปาจิตตีย์} $color={#009933}
๑. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกับอนุปสัมบันเป็นอาบัติหรือไม่อย่างไร ?
ถ้าเป็นชาย เกินกว่า ๓ คืน เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ถ้าเป็นหญิง แม้ในคืนแรก เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๒. พูดอย่างไร ชื่อว่าส่อเสียดภิกษุ ? ภิกษุพูดอย่างนั้นต้องอาบัติอะไร ?
เก็บความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น เก็บความข้างโน้นมาบอกข้างนี้ ด้วยประสงค์จะให้เขารักตน หรือให้เขาแตกกัน ชื่อว่าส่อเสียดภิกษุ ฯ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๓. ภิกษุนำเก้าอี้ของสงฆ์ไปใช้ที่กลางแจ้งแล้ว เมื่อจะหลีกไปพึงปฏิบัติอย่างไร ? ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนั้น ต้องอาบัติอะไร ?
พึงปฏิบัติอย่างนี้ คือ เก็บเอง ใช้ผู้อื่นเก็บ หรือมอบหมายแก่ผู้อื่น ฯ
ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ
๔. ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน เป็นอาบัติอะไรหรือไม่ ?
เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๘ เสขิยวัตร} $color={#009933}
๑. เสขิยวัตร คืออะไร ? แบ่งเป็นกี่หมวด ? อะไรบ้าง ?
เสขิยวัตร คือ วัตรหรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฯ แบ่งเป็น ๔ หมาวด ฯ มี
๑) สารูป ว่าด้วยกิริยามารยาทที่ควรประพฤติในเวลาเข้าไปในหมู่บ้าน
๒) โภชนปฏิสังยุต ว่าด้วยกิริยามารยาทที่ควรประพฤติในการรับบิณฑบาตและการฉันภัตตาหาร
๓) ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ว่าด้วยกิริยามารยาทในการแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
๔) ปกิณณกะ ว่าด้วยกิริยามารยาท ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และบ้วนน้ำลาย ฯ
๒. เสขิยวัตร มีกี่ข้อ ? ภิกษุไม่ประพฤติตาม ต้องอาบัติอะไร ?
เสขิยวัตร มีทั้งหมด ๗๕ ข้อ ฯ ต้องอาบัติทุกกฎ ฯ
๓. ในการรับบิณฑบาต ภิกษุพึงปฏิบัติอย่างไรจึงถูกต้องตามเสขิยวัตร ?
รับโดยเคารพ แลดูแต่ในบาตร รับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก รับแต่พอเสมอขอบปากบาตร ฯ
๔. ข้อว่า เราจักบิณฑบาตโดยเคารพ นั้นมีอธิบายอย่างไร ?
มีอธิบายว่า รับโดยแสดงความเอื้อเฟื้อ ในบุคคลผู้ให้ ไม่ดูหมิ่น และให้แสดงความเอื้อเฟื้อในของที่เขาให้ ไม่รับเอามาเล่นหรือเอามาทิ้งเสีย ฯ
๕. การนุ่งเป็นปริมณฑล คือการนุ่งอย่างไร ?
คือ นุ่งเบื้องบนปิดสะดือ แต่ไม่ถึงกระโจมอก เบื้องล่างปิดหัวเข่าทั้ง ๒ ลงมาเพียงครึ่งแข้ง ไม่ถึงกรอมข้อเท้า ฯ


{getButton} $text={กัณฑ์ที่ ๙ อธิกรณสมถะ} $color={#009933}
๑. อธิกรณ์ คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ ฯ มี ๔ ประการ คือ
๑) วิวาทาธิกรณ์ ความเถียงกันว่า สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย
๒) อนุวาทาธิกรณ์ ความโจทย์กันด้วยอาบัตินั้นๆ เช่น เป็นอาบัติทุกกฎ
๓) อาปัตตาธิกรณ์ อาบัติทั้งปวง เช่น อาบัติทำให้พ้นโทษ
๔) กิจจาธิกรณ์ คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ฯ
๒. อธิกรณ์ คืออะไร ? เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องทำอย่างไร ?
คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ ฯ
ต้องระงับด้วยอธิกรณสมถะอย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรแก่อธิกรณ์นั้นๆ ฯ
๓. อธิกรณสมถะ คืออะไร ? การตัดสินอธิกรณ์ตามเสียงข้างมาก เรียกว่าอะไร ?
อธิกรณสมถะ คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ฯ
เรียกว่า เยภุยยสิกา ฯ
๔. การเถียงกันด้วยเรื่องอะไรจึงจัดเป็นวิวาทาธิกรณ์ ?
การเถียงกันว่า สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ฯ
๕. อธิกรณสมถะ คืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ฯ มี ๗ อย่าง ฯ คือ
๑) สัมมุขาวินัย คือ ความระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้น ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ ในที่พร้อมหน้าบุคคล ในที่พร้อมหน้าวัตถุ ในที่พร้อมหน้าธรรม ฯ
๒) สติวินัย คือ ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่พระอรหันต์ว่า เป็นผู้มีสติเต็มที่เพื่อจะไม่ให้ใครโจทก์ด้วยอาบัติ
๓) อมูฬหวินัย คือ ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่ภิกษุ ผู้หายเป็นบ้าแล้วเพื่อจะไม่ให้ใครโจทก์ด้วยอาบัติที่เธอทำในเวลาเป็นบ้า
๔) ปฏิญญาตกรณะ คือ ความปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์ (การแสดงอาบัติ)
๕) เยภุยยสิกา คือ ความตัดสินเอาความของคนมากเป็นประมาณ
๖) ตัสสปาปิยสิกา คือ ความลงโทษแก่ผู้ผิด
๗) ติณวัดถารกวินัย คือ ความให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ต้องชำระความเดิม (ดังกลบไว้ด้วยหญ้า) ฯ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า

ads

ads