เก็งข้อสอบนักธรรมชั้นตรี - วิชาธรรมวิภาค [พระเณร]

<h1>เก็งข้อสอบวิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี,เก็งข้อสอบนักธรรมชั้นตรี,แนวข้อสอบวิชาธรรมวิภาคชั้นตรี</h1>



เก็งข้อสอบวิชาธรรมวิภาค นักธรรมชั้นตรี
{getButton} $text={ธรรมมีอุปการมาก ๒} $color={#009933}
๑. สติ แปลว่าอะไร ? เพราะอะไรจึงชื่อว่ามีอุปการะมาก ?
สติ แปลว่า ความระลึกได้ ฯ เพราะอุดหนุนให้สําเร็จกิจในทางที่ดี ฯ
๒. คนที่ทำอะไรมักพลั้งพลาด เพราะขาดธรรมอะไร ?
เพราะขาดสติ ความระลึกได้ก่อนแต่จะทำ และขาดสัมปชัญญะ ความรู้ตัวในขณะทำ ฯ
๓. ธรรมมีอุปการะมากมีอะไรบ้าง ? ที่ว่ามีอุปการะมากนั้นเพราะเหตุไร ?
มี สติ ความระลึกได้ และสัมปชัญญะ ความรู้ตัว ฯ เพราะทำให้เป็นผู้ไม่ประมาทในการทำกิจการงานใด ๆ และเป็นอุปการะ ให้ธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้น ฯ


{getButton} $text={ธรรมคุ้มครองโลก ๒} $color={#009933}
๑. ธรรมคุ้มครองโลกมีอะไรบ้าง ? ธรรมข้อนี้จะคุ้มครองโลกได้อย่าง ?
มี ๑.หิริ ความละอายแก่ใจ และ ๒.โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรมข้อนี้จะคุ้มโลกได้ คือ หากชาวโลกมีธรรมข้อนี้ตั้งมั่นอยู่ในใจแล้วก็จะไม่เบียดเบียนกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รวมถึงช่วยแก้วิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย ฯ
๒. หิริ และ โอตตัปปะ ได้ชื่อว่า ธรรมเป็นโลกบาล เพราะเหตุไร ?
เพราะเป็นคุณธรรมทำบุคคลให้รังเกียจความชั่ว และเกรงกลัวต่อผลของความชั่ว ต่อบาปทุจริต ไม่กล้าทำความชั่วทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง ฯ
๓. หิริ กับ โอตตัปปะ ต่างกันอย่างไร ?
ต่างกันอย่างนี้คือ หิริ คือความละอายใจตนเองที่จะประพฤติชั่ว ส่วนโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวผลของความชั่วที่ตนจะได้รับ ฯ
๔. การที่บุคคลพบงูพิษแล้วสะดุ้งกลัวว่าจะถูกกัดตาย จัดเป็นโอตตัปปะได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
ไม่ได้ ฯ เพราะไม่ใช่ความเกรงกลัวต่อบาป ฯ
๕. ธรรมคุ้มครองโลกมีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
มี ๒ อย่าง ฯ คือ
๑) หิริ ความละอายต่อบาป
๒) โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลบาป ฯ


{getButton} $text={ธรรมอันทำให้งาม ๒} $color={#009933}
๑. บุคคลมีกาย วาจา ใจงดงาม เพราะปฏิบัติธรรม ?
เพราะปฏิบัติธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง คือ ๑. ขันติ ความอดทน และ ๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม ฯ
๒. ขันติ กับ โสรัจจะ เป็นธรรมทำให้งามได้อย่างไร ?
คือ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยธรรมทั้ง ๒ นี้ ย่อมมีใจหนักแน่นไม่แสดงความวิการออกมาให้ปรากฏ แม้จะประสบความดีใจ เสียใจ ก็อดกลั้นได้ รักษากาย วาจา ใจให้สุภาพ สงบเสงี่ยมเป็นปกติไว้ได้ จึงทำให้งาม ฯ
๓. คนที่มีน้ำใจงดงาม และมีมารยาทงาม เพราะอาศัยธรรมอะไร เป็นหลักประพฤติ ?
เพราะอาศัยธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง คือ ขันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความเสงี่ยม เป็นหลักประพฤติปฏิบัติ ฯ
๔. ในทางโลก ดูคนงามที่หน้าตา ส่วนในทางพระพุทธศาสนา ดูคนงามที่ไหน ?
ในทางพระพุทธศาสนา ดูคนงามกันที่มีคุณธรรมอันทำให้งาม ๒ ประการ คือ ขันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ฯ


{getButton} $text={บุคคลหาได้ยาก ๒} $color={#009933}
๑. เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนไหนดี คนไหนไม่ดี มีอะไรเป็นเครื่องหมายรู้ ?
คือ คนไหนมีความกตัญญูกตเวที รู้อุปการะที่คนอื่นทำและตอบแทนท่านในโอกาสอันควร เรารู้ได้ว่าคนนั้นเป็นคนดี ส่วนคนไหนลบหลู่บุญคุณท่าน ไม่คิดตอบแทนท่าน เรารู้ได้ว่าคนนั้นเป็นคนไม่ดี ฯ
๒. บุพพการีและกตัญญูกตเวที ได้แก่บุคคลเช่นไร ? จงยกตัวอย่างมาสัก ๓ คู่
บุพพการี ได้แก่บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน ส่วนกตัญญูกตเวที ได้แก่บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและทำตอบแทน
คู่ที่ ๑ มารดาบิดากับบุตรธิดา
คู่ที่ ๒ ครูอาจารย์กับศิษย์
คู่ที่ ๓ พระราชากับราษฎร
คู่ที่ ๔ พระพุทธเจ้ากับพุทธบริษัท ฯ
(เวลาตอบให้ตอบเพียง ๓ คู่)
๓. ในโลกนี้ มีบุคคลประเภทใดบ้างที่พระพุทธศาสนาสอนว่าหาได้ยาก ?
มี ๒ ประเภท คือ
๑) บุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
๒) กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วตอบแทนท่าน ฯ


{getButton} $text={รัตนะ} $color={#009933}
๑. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ชื่อว่ารัตนะ เพราะเหตุไร ?
เพราะเป็นของมีคุณค่าและหาได้ยาก เหมือนเพชรนิลจินดามีค่ามาก นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ ฯ
๒. พระรัตนตรัย กับ ไตรสรณคมน์ เป็นอย่างเดียวกัน หรือต่างกันอย่างไร ?
มีความต่างกันอย่างนี้ คือพระรัตนตรัย ได้แก่หมวด ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วน ไตรสรณคมน์ ได้แก่การถึง (เข้าถึง) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ จัดเป็นไตรสรณคมน์ ฯ
๓. คำว่า “ที่ชั่ว” ในความหมายของรัตนะที่ ๒ คือสถานที่เช่นไร ?
หมายถึงที่ชั่วภพนี้ เช่น ทุกข์ยาก เดือดร้อนต่างๆ ตลอดจนถึงเรือนจำ และที่ชั่วในภพหน้าได้แก่อบายภูมิ ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน ฯ
๔. รัตนะ ๓ นั้น มีคุณอย่างไร ?
รัตนะ ๓ มีคุณ อย่างนี้คือ
๑. พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตาม
๒. พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
๓. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตาม ฯ
๕. รัตนะ ๓ อย่าง คืออะไรบ้าง ? รัตนะที่ ๒ มีคุณอย่างไร ?
รัตนะ ๓ อย่าง คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ฯ
คุณของรัตนะที่ ๒ คือ พระธรรม คือรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ฯ


{getButton} $text={ทุจริต ๓} $color={#009933}
๑. เห็นผิดจากคลองธรรม คือเห็นอย่างไร ? จัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?
เห็นผิดจากคลองธรรม คือเห็นว่า บุญบาปไม่มี บิดามารดา ไม่มีพระคุณ เป็นต้น ฯ จัดเข้าในมโนทุจริต ฯ
๒. ทุจริต คืออะไร ? มีเท่าไร ? อะไรบ้าง ? อย่างไหนให้ผลเสียหายที่สุด ?
คือ การประพฤติชั่ว มี ๓ อย่าง คือ
๑. กายทุจริต การประพฤติชั่วทางกาย
๒. วจีทุจริต การประพฤติชั่วทางวาจา
๓. มโนทุจริต การประพฤติชั่วทางใจ
มโนทุจริต เป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุด เพราะคนเรามีใจเป็นสำคัญที่สุด เมื่อใจชั่วแล้ว การทำ การพูด ก็ชั่วตามไปด้วย เมื่อใจดีการทำก็ดีตามไปด้วย ฯ
๓. ความเห็นว่าคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์ไม่มี บุญบาปก็ไม่มี จัดเป็นทุจริตข้อไหน ?
จัดเป็นมโนทุจริต เพราะว่ามีความเห็นผิดจากคลองธรรม ฯ
๔. ทุจริต คืออะไร ? พูดใส่ร้ายผู้อื่น จัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?
คือ ประพฤติชั่วด้วย กาย วาจา ใจ ฯ จัดเข้าใน วจีทุจริต ฯ


{getButton} $text={อกุศลมูล ๓} $color={#009933}
๑. รากเหง้าของอกุศลเรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ? เพราะเหตุใดจึงควรละเสีย ?
เรียกว่า อกุศลมูล ฯ มี ๑.โลภะ อยากได้ของเขา ๒.โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๓.โมหะ หลงไม่รู้จริง ฯ เหตุที่ควรละ เพราะว่าเมื่ออกุศลมูลเหล่านี้มีอยู่ อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น ฯ
๒. อกุศลมูล ๓ จะรู้ได้อย่างไรว่า มันเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรทำอย่างไร ?
จะรู้ได้อย่างนี้ คือ เมื่อเกิดความอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน โดยทางที่ไม่ชอบนั่นคือ โลภะเกิด, เมื่อคิดประทุษร้ายหรือขัดใจต้องการทำลายล้างผลาญผู้ที่ตนไม่ชอบให้ถึงความพินาศ นั่นคือโทสะเกิด,และเมื่อโลภะเกิด เมื่อโทสะก็ดีเกิดขึ้นคราวใด โมหะย่อมเกิดขึ้นคราวนั้นด้วย และเมื่ออกุศลมูลเกิดขึ้นแล้วควรละเสีย ฯ
๓. คนเราจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่วมีมูลเหตุมาจากอะไร ?
คนประพฤติดีมีมูลเหตุมาจากอโลภะ อโทสะ อโมหะ ส่วนคนประพฤติชั่วมีมูลเหตุมาจากโลภะ โทสะ โมหะ ฯ


{getButton} $text={อิทธิบาท ๔} $color={#009933}
๑. ผู้ที่ทำงานไม่สำเร็จผลตามที่มุ่งหมาย เพราะขาดคุณธรรมอะไรบ้าง ?
เพราะขาดอิทธิบาท คือ คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง คือ
๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น
๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ฯ
๒. นักเรียนผู้ต้องการจะเรียนหนังสือให้ได้ผลดี จะนำอิทธิบาทมาใช้อย่างไร ?
ในเบื้องต้น ต้องสร้างฉันทะคือความพอใจในการศึกษาเล่าเรียนก่อน เมื่อมีความพอใจ จะเป็นเหตุให้ขยันศึกษาหาความรู้ที่เรียกว่าวิริยะและเกิดความใฝ่ใจใคร่รู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ที่เรียกว่าจิตตะ และเมื่อเรียนรู้แล้ว ก็ต้องนำความรู้นั้นมาใคร่ครวญพิจารณาให้เข้าใจเหตุและผลอย่างถูกต้องที่เรียกว่า วิมังสา ดั่งนี้ก็จะประสบผลสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนได้ ฯ


{getButton} $text={พรหมวิหาร ๔} $color={#009933}
๑. เมื่อเพื่อนร่วมงานได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่คิดริษยา พลอยยินดีกับเขาด้วย ชื่อว่าปฏิบัติตามพรหมวิหารธรรมข้อใด ?
ข้อ ๓ คือ มุทิตา ความพลอยยินดี ฯ
๒. พรหมวิหาร ๔ มีอะไรบ้าง ?
มี ๔ อย่าง คือ
๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาให้เขาเป็นสุข
๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์
๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจ เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ ฯ


{getButton} $text={อริยสัจ ๔} $color={#009933}
๑. ปัญญาอันเห็นชอบอย่างไร จึงชื่อว่ามรรคในอริยสัจ ๔ ? เพราะเหตุไร ?
ปัญญาอันเห็นชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด สิ่งนี้ความดับทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่ามรรค ฯ เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯ
๒. ทุกข์ในอริยสัจ ๔ คืออะไร ? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ?
ทุกข์ในอริยสัจ ๔ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหาความทะยานอยาก ฯ
๓. อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง ? ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมหวัง จัดเป็นอริยสัจข้อไหน ?
อริยสัจ ๔ มีอย่าง ดังนี้คือ
๑. ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธ ความดับทุกข์
๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯ
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมหวัง จัดเป็นข้อ ทุกข์ ฯ
๔. อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง ? ความสบายกายไม่สบายใจ จัดเป็นอริยสัจข้อไหน ?
อริยสัจ ๔ มีดังนี้ คือ
๑) ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒) สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
๓) นิโรธ ความดับทุกข์
๔) มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯ
ความไม่สบายกายไม่สบายใจ จัดเป็นอริยสัจข้อ ๑ คือ ทุกข์ ฯ


{getButton} $text={อภิณหปัจจเวกขณ์} $color={#009933}
๑. อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ อย่าง ทรงสอนให้พิจารณาอะไรบ้าง ?
ทรงสอนให้พิจารณา คือ
๑. ความแก่ ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒. ความเจ็บไข้ ว่าเรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
๓. ความตาย ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔. ความพลัดพราก ว่าเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕. กรรม ว่าเรามีกรรมเป็นของตัวเราทำดีจักได้ดีทำชั่วจักได้ชั่ว ฯ
๒. อภิณหปัจจเวกขณ์ เมื่อพิจารณาทุกวันมีประโยชน์อย่างไร ?
เมื่อพิจารณาทุกวัน มีประโยชน์ คือ ทำให้เกิดความไม่ประมาท ตั้งหน้าหาโอกาสทำความดี ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ฯ


{getButton} $text={นิวรณ์ ๕} $color={#009933}
๑. ธรรมอันเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?
คือ นิวรณ์ ๕ ฯ มี
๑. กามฉันท์ พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น
๒. พยาบาท ปองร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านและรำคาญ
๕. วิจิกิจฉา ลังเลไม่ตกลงได้ ฯ
๒. ความดีที่ถูกกั้นไว้ไม่ให้บรรลุ หมายถึง ความดีอย่างไหน ?
ความดีที่ถูกกั้นไว้ไม่ให้บรรลุ หมายถึงความดีทุกๆ อย่าง แต่เมื่อกล่าวโดยตรง ได้แก่สมาธิ คือการทำจิตใจให้สงบ ฯ


{getButton} $text={โลกธรรม ๘} $color={#009933}
๑. โลกธรรม ๘ มีอะไรบ้าง ?
โลกธรรม ๘ คือ มีลาภ๑ ไม่มีลาภ๑ มียศ๑ ไม่มียศ๑ นินทา๑ สรรเสริญ๑ สุข๑ ทุกข์๑ ฯ
๒. จงย่อโลกธรรม ๘ ให้เหลือเป็น ๒ มาดู ?
ย่อได้อย่างนี้ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นอิฏฐารมณ์ และส่วนเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็นอนิฏฐารมณ์ ฯ
๓. โลกธรรม คืออะไร ? เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรพิจารณาอย่างไร ?
คือ ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น ฯ
เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา ฯ


{getButton} $text={มรรคมีองค์ ๘} $color={#009933}
๑. มรรคมีองค์แปดจัดเข้าในสิกขา ๓ ได้หรือไม่ ? ถ้าได้จงจัดมาดู
มรรคมีองค์แปดจัดเข้าในสิกขา ๓ ได้ดังนี้ คือ
สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ จัดเข้าในปัญญาสิกขา
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเข้าในสีลสิกขา
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเข้าในจิตตสิกขา ฯ
๒. ในมรรคมีองค์ ๘ คำว่า “เพียรชอบ” คือเพียรอย่างไร ?
เพียรชอบ คือ
๑. เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๒. เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔. เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ฯ
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเจรจาอย่างไร ?
เจรจาที่ปราศจาก ๔ อย่าง คือ
๑) ไม่พูดเท็จ
๒) ไม่พูดส่อเสียด
๓) ไม่พูดคำหยาบ
๔) ไม่พูดเพ้อเจ้อ ฯ


{getButton} $text={คิหิปฏิบัติ} $color={#009933}
๑. ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?
เรียกว่า สังคหวัตถุ มี ๔ อย่าง คือ
๑. ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
๒. ปิยวาจา เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว
๒. ฆราวาสผู้ครองเรือนควรตั้งอยู่ในธรรมข้อใดบ้าง ?
ควรตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ คือ
๑) สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน
๒) ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
๓) ขันติ รู้จักอดทน
๔) จาคะ รู้จักสละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน ฯ
๓. ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์ คืออะไร ? ได้แก่อะไรบ้าง ?
คือ ศีล ๕ ฯ ได้แก่
๑. เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
๒. เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย
๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ฯ
๔. ในทิศ ๖ บุตรธิดาพึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างไร ?
พึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างนี้
๑. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
๒. ทำกิจของท่าน
๓. ดำรงวงศ์สกุล
๔. ประพฤติตนใหเ้ป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน ฯ
๕. อุบาสกอุบาสิกาควรตั้งอยู่ในคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
ควรตั้งอยู่ในคุณสมบัติของอุบาสก ๕ ประการ คือ
๑. ประกอบด้วยศรัทธา
๒. มีศีลบริสุทธิ์
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อกรรม ไม่เชื่อมมงคล
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
๕. บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา
๖. ความสุขของผู้ครองเรือนตามหลักพระพุทธศาสนา เกิดมาจากเหตุอะไรบ้าง ?
เกิดจากเหตุ ๔ อย่าง คือ
๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้
๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ฯ
๗. ดื่มน้ำเมามีโทษอย่างไรบ้าง ?
มีโทษ ๖ อย่าง คือ
๑. เสียทรัพย์
๒. ก่อการทะเลาะวิวาท
๓. เกิดโรค
๔. ถูกติเตียน
๕. ไม่รู้จักอาย
๖. ทอนกำลังปัญญา ฯ
๘. การค้าขายที่ห้ามอุบาสกอุบาสิกาประกอบ คืออะไรบ้าง ?
๑. ค้าขายเครื่องประหาร
๒. ค้าขายมนุษย์
๓. ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
๔. ค้าขายน้ำเมา
๕. ค้าขายยาพิษ ฯ
๙. ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นำนไม่ได้ เพราะเหตุอะไร ?
เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ
๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
๔. ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน ฯ
๑๐. ผู้หวังประโยชน์ปัจจุบันจะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้สมหวัง ?
ต้องปฏิบัติตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ
๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจการงานในการศึกษาเล่าเรียนในการทำธุระหน้าที่ของตน
๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาทั้งทรัพย์และการงานไม่ให้เสื่อมไป
๓. กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว
๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ฯ
๑๑. การคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างไร ?
เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างนี้ คือ การร่วมกินร่วมนอน ร่วมเที่ยว ร่วมพรรคร่วมพวก ร่วมไปมาหาสู่กับคนชั่ว มักจะถูกคนชั่วชักจูงไปในทางชั่ว เช่น คนไม่เคยเป็นนักเลงหญิง ไม่ติดสุรา ไม่เล่นการพนัน ไม่เป็นอันธพาล ก็ย่อมถูกชักจูงไปจนกลายเป็นนักเลงหญิงได้ เป็นต้น ฯ
๑๒. อบายมุข คืออะไร ? ดื่มน้ำเมามีโทษอย่างไรบ้าง ?
คือ ทางแห่งความเสื่อม ฯ มีโทษอย่างนี้ คือ
๑) เสียทรัพย์
๒) ก่อการทะเลาะวิวาท
๓) เกิดโรค
๔) ต้องถูกติเตียน
๕) ไม่รู้จักอาย
๖) ทอนกำลังปัญญา ฯ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า